NEWS &

EVENT

DEmark ชวนคุณมานั่งพูดคุยกับดีไซน์เนอร์และผู้ออกแบบ Key Visual ให้กับรางวัล DEmark Award 2019

3.5.2019

DEmark ชวนคุณมานั่งพูดคุยกับดีไซน์เนอร์และผู้ออกแบบ Key Visual ให้กับรางวัล DEmark Award 2019 

ที่ปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “Design is LIVE! ดีไซน์สร้างวิถีชีวิต” ดีไซน์เนอร์ของเราจะมีแนวคิดในการ
ออกแบบอย่าง มาติดตามกันได้เลย

จุดเริ่มต้นงานกราฟิกผู้ออกแบบงานดีไซน์สร้างชีวิต

ผม ปิยพงศ์ ภูมิจิตร ครับ เริ่มอาชีพนักออกแบบกราฟิกมาตั้งแต่เรียนจบจากภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มงานแรกที่นิตยสาร art4d ในตำแหน่งนักออกแบบกราฟิก จนเป็น art director
นอกจากออกแบบ layout ให้หน้าปกและส่วนที่นอกเหนือจากเนื้อหาปกติแล้ว ช่วงนั้น art4d รับงานออกแบบให้กับบริติช เคานซิล สมาคมฝรั่งเศส รวมทั้งองค์กรทางวัฒนธรรมอื่นๆ ผมก็ทำหน้าที่รับผิดชอบออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ให้องค์กรที่ว่ามานี้ด้วย พอช่วงปี 2005-2006 ก็มีโอกาสได้ออกแบบซีรีส์หนังสือชุดหนึ่งของโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น รวมทั้งเป็นคนออกแบบ identity ให้กับเทศกาลออกแบบบางกอก ตั้งแต่จัดครั้งแรกเมื่อปี 2008 

จากนั้นก็ออกจาก art4d ไปเรียนต่อและกลับมาเปิดสตูดิโอของตัวเองชื่อ Shake & Bake Studio เมื่อปลายปี 2012 รับงานออกแบบ identity สิ่งพิมพ์ แพคเกจ และระบบ wayfinding system งานออกแบบของเราส่วนมากเริ่มต้นที่ content ก่อน ว่ากลุ่มลูกค้าที่ติดต่อมาหาเรามีเนื้อหาอะไรที่อยากสื่อสารถึงคนที่เขาเล็งไว้ แล้วถึงค่อยเป็นเรื่องขององค์ประกอบทางกราฟิกค่อยตามเนื้อหาพวกนั้น ผลงานที่ทำตั้งแต่เปิดสตูดิโอเองก็มีทั้งงานที่ commercial มากๆ งานที่ทำให้กับองค์กรมหาชน แกลเลอรี่ สำนักพิมพ์ และงานที่ทำกับผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ที่มีความเชื่อว่า งานออกแบบกราฟิกเป็นสิ่งที่ต้องลงทุน เพราะคือเครื่องมือที่จำเป็น ช่วยเพิ่มมูลค่า เกิดภาพจำ สะท้อนบุคลิกและเสริมให้ธุรกิจของเขาสื่อสารไปถึงกลุ่มคนที่เขาต้องการจะสื่อสารถึงได้ 

ผลงานออกแบบที่ผ่านมาของ Shake & Bake Studio เช่น ออกแบบ identity ใหม่ให้กับนิตยสาร art4d (2016) หนังสือ Small Medium Houses (เล่ม 1-3) หนังสือ GHOST TOWER & ME หนังสือ New Design Condominium Thailand (ได้รางวัล DEmark 2016) ออกแบบ identity ให้กับ sunskyvilla huahin, TCDC COMMONS ที่ W District, Thunderbird Hostel ที่เชียงใหม่ (DEmark 2018) งานออกแบบ key visual งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 46 (เมษายนปี 2018) งานออกแบบป้ายและระบบ wayfinding ให้กับโรงพยาบาลกรุงเทพ (ซอยศูนย์วิจัย) , บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ที่ปาร์ค นายเลิศ, โรงแรม Kempinski ที่ Naypyidaw พม่า, โรงแรม Nikko Hotel Bangkok และ
โรงแรม Ezdan Palace ที่กรุงโดฮา (Doha) ประเทศกาต้าร์ (Qatar) 

นอกจากออกแบบกราฟิก สิ่งที่ผมสนุกที่ได้ทำอีกอย่างก็คือ การดูแล content ครับ ช่วงปี 2016-2018 ก็มีโอกาสได้กลับไปร่วมงานกับ art4d ทำหน้าที่บรรณาธิการร่วมกับคุณณรงค์ โอถาวรและธันยพร หงษ์ทอง ผมดูแลเนื้อหาที่เกี่ยวกับงานดีไซน์และ art direction และตอนนี้รับผิดชอบเป็น web editor ให้กับเว็บไซต์ ThaiGa ครับ 

 

การเดินทางมาพบกับ DEmark

รู้จัก DEmark Award มาหลายปีแล้วครับ เห็นลงเป็นบทความใน art4d พูดตรงๆ คือตอนนั้นยังไม่ได้สนใจมากเท่าไหร่ แค่รู้สึกว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รางวัลหลายชิ้นน่าสนใจดี บางตัวก็เคยเห็นมาแล้ว บางตัวก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
และก็แปลกใจที่ไม่เคยเห็น ทั้งที่งานน่าสนใจขนาดนั้น ที่เริ่มคิดว่าสนใจจริงๆ ก็น่าจะเป็นช่วงปี 2013 มั้งครับที่เริ่มมีการให้รางวัลในหมวดงานออกแบบกราฟิก เพราะคนที่ได้รางวัลก็เป็นงานของพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่รู้จักทั้งนั้นเลย ตอนนั้นมีคิดไว้เหมือนกันว่า ถ้ามีงานที่ผมคิดว่าดีพอก็จะลองส่งเข้ามาบ้าง เหตุผลตอนนั้นง่ายๆ เลยคืออยากรู้ว่างานที่ทำออกมาแล้วผมและทีมคิดว่าดี และคนจ้างก็น่าจะว่าดี จริงๆ แล้วมันดีจริงหรือเปล่า และกรรมการที่ตัดสินในหมวดกราฟิกเป็นกลุ่มคนที่ผมว่ามี criteria ในการตัดสินที่เชื่อถือได้ ก็เลยส่งครั้งแรกเมื่อปี 2016 เป็นหนังสือ 2 เล่ม ได้รางวัล DEmark 2016 คือ หนังสือ New Design Condominium Thailand ถัดมาอีก 2 ปีก็ส่งงานออกแบบ identity & wayfinding ให้กับ Thunder Bird ที่เชียงใหม่เข้าประกวด และได้รางวัล DEmark 2018 แล้วก็ไปได้รางวัล Prime Minister Awards 2018 รวมทั้งได้รางวัล Good Design Awards ของญี่ปุ่นอีกรางวัลหนึ่ง รางวัลที่ได้ต่อเนื่องมาก็เพราะ การส่งเสริมจาก DEmark Award นี่แหละครับ 

พอปีนี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากทีม Organizer ที่จัดงาน DEmark สอบถามว่าสนใจออกแบบ Key-visual สำหรับ DEmark Award ปีนี้ไหม ซึ่งผมตอบตกลงเร็วมาก เพราะเป็นโปรเจ็กต์ที่น่าทำด้วยอยู่แล้ว

สื่อสารแบรนด์ให้เป็นมากกว่าโลโก้

คอนเซ็ปต์ที่ได้รับมา คือ Design is Live! ซึ่งอ่านตอนแรกจะตีความได้หลายความหมายมาก เราก็ต้องคุยกัน
จนเข้าใจจริงๆ ว่าผู้จัดต้องการสื่อสารอะไรในปีนี้ แล้วก็นำเสนอ Key-visual ที่คิดว่าเหมาะสม ถือเป็นสเต็ป

ปกตินะครับ แต่ที่ไม่ปกติสำหรับผมก็คือ คราวนี้ทาง DEmark ขอมาว่าอยากให้มี คาแร็กเตอร์ แบบที่ผมทำให้ Thunder Bird ซึ่งทุกครั้งที่ผ่านมาไม่มีลูกค้ารายไหนบอกมาตั้งแต่ต้นเลยว่าให้ผมออกแบบคาแร็กเตอร์ครับ 

เพราะเขาจ้างทำโลโก้ แต่ผมคิดว่าโลโก้ที่เหมาะกับโปรเจ็กต์นั้นๆ มันไม่ควรเป็นแค่โลโก้ 2 มิติเฉยๆ มันน่าจะสื่อสารแบรนด์ให้ออกมาเป็นได้มากกว่าโลโก้ ส่วนงานสัปดาห์หนังสือก็ไม่ต่างกันครับ คือ เขาไม่ได้บรีฟมาแต่ต้นว่าอยากให้ทำคาแร็กเตอร์ ในหลายๆแบบที่ผมเสนอไป มีแนวทางที่เป็นคาแร็กเตอร์เสนอไปด้วย และโชคดีที่ทางผู้จัดโครงการชื่นชอบ 

 

คาแร็กเตอร์ที่สะท้อนบุคลิกภาพงาน DEmark 

หลังจากเข้าใจบรีฟที่ได้มาแล้ว ก็วางแผนว่าจะเสนอแนวทางในการออกแบบ 3 แนวทาง การเอาคาแร็กเตอร์มาใช้ใน Key-visual ก็คือ 1 ใน 3 แนวทางครับ คาแร็กเตอร์ที่จะทำขึ้นมา จะมาจากแนวคิดที่ว่า “DEmark ปีนี้อยากให้มีความ lively สามารถ catching ทางสายตาได้ไม่ยาก” ความยากก็เลยเริ่มตั้งแต่การสร้างคาแร็กเตอร์ตัวนี้เลยครับ
เราลองกันหลายแบบ แต่ทุกแบบที่ผมคิดจะต้องสะท้อนบุคลิกภาพของงาน DEmark ออกมาให้ได้ เราลองใช้ตัว D ลองเอาโลโก้ DEmark รวมถึงลองเอาตัวรางวัล DEmark มาใช้ก็รู้สึกว่ามันยังไม่มีบุคลิกที่จับต้องได้เท่าไหร่
เพราะต้องคิดเยอะกับคาแร็กเตอร์ตัวนี้มากๆ ทำให้นึกไปถึงคนที่กำลังคิดอะไรอยู่เยอะแยะครับ ในมังหงะหรือการ์ตูนมันจะมีบอลลูนหรือเรียกว่าบับเบิลคำพูดอยู่หลายแบบใช่ไหมครับ แบบที่เบสิกสุดที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายก็คือ บับเบิลแทนคำพูด บับเบิลแทนเสียงตะโกน และบับเบิลที่แทนการคิด ก็เอาบับเบิลแทนการคิดนี่แหละเอามาลองออกแบบดู สุดท้ายก็ได้มาตัวหนึ่งซึ่งผมก็ชอบนะครับ ผมเรียกว่า Curious เป็นคาแร็กเตอร์ที่หัวเป็นบับเบิลของการคิดนี่แหละ มีหน้าตาที่คิ้วขมวดด้วยความสงสัยตลอดเวลา เจ้าตัวนี้จมูกเป็นหมู ปากเป็นแบบพวกสัตว์ฟันแทะ และใส่เสื้อ Crop top พอนำเสนอลูกค้าก็ชอบแนวทางที่เป็นคาแร็กเตอร์มากกว่าแนวทางอื่น อยากให้เราเอาไปพัฒนาต่อแต่ไม่เอาจมูกหมูและเอาแบบที่ไม่ดูก้าวร้าวได้ไหม เพราะคิ้วขมวดตลอดเวลามันทำให้รู้สึกถึงความ aggressive พอเอาไปพัฒนาสักระยะหนึ่งก็ออกมาเป็น Thought กับ YIM แบบที่เห็นครับ 

Thought จะมีบุคลิกที่ดูแล้วไม่ก้าวร้าว ต่อให้ขี้สงสัยและชอบตั้งคำถามไม่ต่างจาก Curious ตอนที่พัฒนา Thought ขึ้นมาผมจะนึกถึงภาพของหลายๆ คนที่ผมรู้จักที่คิดว่า เขาเหมาะจะเป็นคนเชิญชวนให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในวงการออกแบบมาส่งผลงานเข้าประกวดกันเถอะ โดยที่เขาต้องไม่ใช่นักออกแบบ ไม่ใช่ผู้จัดด้วย เลยเกิดการผสมกันของอะไรหลายอย่างเลยครับ จนออกมาเป็นอย่างที่เห็น เช่น ส่วนหัวก็มาจากบับเบิลความคิด หน้าตาก็ใส่แว่นแบบที่
นักออกแบบเขามักจะใส่กัน ให้ตาหยีด้วยครับถ้าไม่ใส่แว่น ส่วนจมูกและปากก็เอามาจากสัตว์ที่ผมคิดว่าครีเอทีฟสุดๆ สปีชีส์หนึ่งเลยก็คือ ตัวนาก คราวนี้ก็ไม่ใส่ Crop top แล้วแต่ให้ใส่เสื้อลายขวางเวลาอยู่บ้าน แล้วก็ให้ใส่ Blazer เวลาออกงาน 

ถ้ามี Thought คนเดียวก็คงหงอยไปหน่อย เลยมี YIM มาด้วยครับ YIM เป็นสัตว์เลี้ยงของ Thought ดูรวมๆ แล้วจะคล้ายๆ หมา แต่ไม่ใช่หมา หัวของ YIM ก็เป็นบับเบิลเหมือนกัน แต่หน้าตาก็จะคล้ายๆ คนที่ยิ้มตลอดเวลา รอยยิ้มของ YIM ก็มาจากตัว D ครับ ส่วนเรื่องของสี ผมอยากใช้สีให้น้อยที่สุด อยากให้เป็นกลางๆ ตัดรายละเอียดของสีที่ไม่จำเป็นออกไป จนเหลือแค่ขาวดำ เพราะผมเชื่อว่าคาแร็กเตอร์ที่ง่ายๆ รายละเอียดไม่ต้องเยอะจะทำให้คนจำได้ง่าย และผมจะนึกเสมอเวลาออกแบบคาแร็กเตอร์ก็คือ ทำออกมาแล้วมันควรเป็นตัวที่เด็กๆ วาดตามได้ง่ายๆ  

 

 

สร้างภาพจำลองของรางวัลสาขาใหม่

Key-Visual หลักของ DEmark 2019 มาจากการตีโจทย์ของรางวัลในปีนี้ ที่มีสาขาเพิ่มขึ้นมาใหม่คือ สาขาออกแบบตกแต่งภายใน (Interior Design) ภาพที่ต้องการสื่อสารให้เป็นภาพจำของปีนี้เลยก็คือ ภาพของพื้นที่งานตกแต่งภายใน (Space Interior) คล้ายๆ กับ ห้องนอนในภาพ Bedroom in Arles ของ Van Gogh ในพื้นที่นั้นจะเต็มไปด้วยผลงานออกแบบที่ได้รับรางวัล DEmark ในหลายๆปีที่ผ่านมา ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และมีผลกับการใช้ชีวิตของเรา โดยเลือกใช้ illustration ลายเส้นง่ายๆ บวกกับการใช้ชุดสี identity หลักของ DEmark ที่มีอยู่แล้ว รวมกับสีชุดใหม่ที่เลือกมาสำหรับ ประเภทต่างๆ ของงานออกแบบที่มีทั้งหมด 7 ประเภทในปีนี้

Key-visual ที่ว่าจะถูกใช้งานกับคาแร็กเตอร์ 2 ตัวที่ออกแบบมา โดยที่จะเอาไปใช้ในรูปแบบไหนก็ได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว มีแค่กฎหลวมๆ เท่านั้น ขึ้นอยู่กับมีเดียแต่ละชนิดและฟังก์ชันในการนำไปใช้ว่าแบบไหนจะเหมาะสมที่สุด นอกจากออกแบบขึ้นมาแล้ว เรายังออกแบบ story ให้กับทั้ง Thought และ YIM ด้วย เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นของคนที่จะนำตัวคาแร็กเตอร์ตัวนี้ไปใช้ และใช้สื่อสารให้คนที่สนใจ เข้าใจถึงที่มาที่ไปของคาแร็กเตอร์ 2 ตัวนี้

 

 

ความขี้เกียจช่วยสร้างสิ่งใหม่ตลอดเวลา

ผมคิดว่า ความขี้เกียจช่วยสร้างให้โลกนี้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา และการออกแบบก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดสิ่งใหม่ๆ จากความขี้เกียจที่ว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ เราขี้เกียจเดิน เราเลยหาวิธีจับม้ามาฝึกให้เป็นพาหนะแทนท่ีเราจะต้องเดินเอง ความขี้เกียจเดินไปเปลี่ยนช่องที่เครื่อง TV ทำให้โลกนี้เกิดรีโมตคอนโทรล เราขี้เกียจขับรถไปเองแต่ก็ยังอยากกินอาหารร้านนั้นมากๆ App บริการ food delivery ก็ถูกคิดขึ้นมา ความอยากสบายนี่แหละครับทำให้เราต้องออกแบบจนเราเกิด lifestyle ใหม่ๆ ขึ้นมา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ อีกอย่างหนึ่ง จำได้ว่ามีครั้งหนึ่ง Natasha Jen พาร์ทเนอร์ของ Pentagram สำนักงานออกแบบที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มาเลคเชอร์ที่กรุงเทพฯ เธอพูดบนเวทีว่า ประทับใจ platform ของสถานี MRT ของเรามากๆ ที่ประทับใจไม่ใช่ขนาดหรือการออกแบบตัว platform แต่เธอประทับใจ ลูกศรชี้เข้ากับลูกศรชี้ออกที่ paint อยู่บนพื้นของชานชาลามาก Natasha บอกว่า แค่ลูกศรนี้ก็ทำให้คนต่อคิวกันขึ้นขบวนรถได้อย่างมีระเบียบ รู้ว่าตรงไหนควรรอขึ้น ตรงไหนควรลง ทำให้คนไม่ต้องแย่งกัน ต่างจาก Subway New York ที่เธอใช้เป็นประจำทุกวัน